ลมมรสุมมีผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร

ลมมรสุม

เป็นการหมุนเวียนส่วนหนึ่งของลมที่พัดตามฤดูกาล คือลมประจำฤดู เป็นลมแน่ทิศและสม่ำเสมอ คำว่า “มรสุม” หรือ monsoon มาจากคำว่า mausim ในภาษาอาหรับ แปลว่า ฤดูกาล (season) สาเหตุใหญ่ๆ เกิดจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของพื้นดิน และพื้นน้ำในฤดูหนาวอุณหภูมิของพื้นดินเย็นกว่า อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทร อากาศเหนือพื้นน้ำจึงมีอุณหภูมิสูงกว่า และลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน อากาศเหนือทวีปซึ่งเย็นกว่าไหลไปแทนที่ ทำให้เกิดเป็นลมพัดออกจากทวีป พอถึงฤดูร้อนอุณหภูมิของดินภาคพื้นทวีปร้อนกว่าน้ำในมหาสมุทร เป็นเหตุให้เกิดลมพัดในทิศทางตรงข้าม ลมมรสุมที่มีกำลังแรงจัดที่สุดได้แก่ ลมมรสุมที่เกิดในบริเวณภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย
ประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม 2 ชนิด คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ

ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทย ระหว่างกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม โดยมีแหล่งกำเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูง ในซีกโลกใต้บริเวณมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งพัดออกจากศูนย์กลางเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้เมื่อพัดข้ามเส้นศูนย์สูตร มรสุมนี้จะนำมวลอากาศชื้นจากมหาสมุทรอินเดียมาสู่ประเทศไทย ทำให้มีเมฆมากและฝนชุกทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบริเวณชายฝั่งทะเล และเทือกเขาด้านรับลมจะมีฝนมากกว่าบริเวณอื่น

ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
หลังจากหมดอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้แล้ว ประมาณกลางเดือนตุลาคม จะมีมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย จนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ มรสุมนี้มีแหล่งกำเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูงบนซีกโลกเหนือ แถบประเทศมองโกเลียและจีน จึงพัดพาเอามวลอากาศเย็น และแห้งจากแหล่งกำเนิดเข้ามาปกคลุมประเทศไทย ทำให้ท้องฟ้าโปร่ง อากาศหนาวเย็นและแห้งแล้งทั่วไป โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้จะมีฝนชุกโดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออก เนื่องจามรสุมนี้นำความชุ่มชื้นจากอ่าวไทยเข้ามาปกคลุม การเริ่มต้นและสิ้นสุดมรสุมทั้งสองชนิดอาจผันแปรไปจากปกติได้ในแต่ละปี

ทิศทางลมมรสุม

           ลมฟ้าอากาศมีผลต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยเฉพาะมนุษย์ เช่น ในช่วงที่ฝนตกหนักเกิดคลื่นลมแรง ชาวประมงไม่สามารถออกเรือไปหาปลาเพื่อประกอบอาชีพได้ ดังนั้นการทำประมงจึงเป็นอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากลมฟ้าอากาศโดยตรง ชาวประมงจึงต้องติดตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอยู่เสมอ  ในเขตประเทศที่มีหิมะตก ช่วงที่หิมะตกอากาศจะหนาวเย็นมาก ผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นอาจจะต้องก่อไฟเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นและสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ ในวันที่อากาศมีอุณหภูมิสูงเราจะรู้สึกร้อนและมีเหงื่อออกมาก  แต่ถ้าวันไหนที่อากาศเย็นและมีความชื้นสูงเหงื่อเราก็จะไม่ออกหรือออกน้อยมาก    ดังนั้นการแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในแต่ละวันก็มีผลให้เรารู้สึกสบายได้ แต่ถ้าแต่งกายไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศอาจทำให้รู้สึกอึดอัดได้

         ในปัจจุบันโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น เนื่องจากปรากฏการณ์เรือนกระจก  เกิดจากการที่มนุษย์ใช้ สารต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม  ทำให้ทุกๆปีอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ ในฤดูร้อนอากาศจะร้อนและแห้งแล้งมาก พืชและสัตว์บางชนิดไม่สามารถปรับตัวและดำรงชีวิตให้อยู่ในสภาพอุณหภูมิสูงได้ อีกทั้งความร้อนยังส่งผลให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกละลายมากขึ้น ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น และสถานที่บางแห่งที่อยู่ในระดับต่ำก็ถูกน้ำท่วมไปด้วย  พืชบางชนิดเมื่อน้ำทะเลท่วมถึงหากปรับตัวให้ทนต่อความเค็มไม่ได้ก็อาจตายไปนักเรียนจะเห็นได้ว่าลมฟ้าอากาศมีผลต่อการดำรงชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก  ดังนั้นเราจึงควรช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ เพราะสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หากป่าไม้ถูกทำลายต้นน้ำลำธารก็ถูกทำลายไปด้วย ส่งผลให้สภาพลมฟ้าอากาศแปรปรวน ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้งหรือเกิดภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น น้ำป่าไหลหลาก จนเกิดภัยน้ำท่วมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เกิดความเสียหายต่างๆตามมามากมาย ซึ่งการป้องกันภัยธรรมชาติเหล่านี้ทางที่ดีที่สุดทำได้โดยการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์และอยู่กับเราตลอดไป

                                                                                                                 ที่มา:http://www.gotoknow.org/posts/438670


ลมมรสุม

หลักของการเกิดลมมรสุมก็เป็นเช่นเดียวกับหลักของการเกิดลมบกลมทะเล หรือ ลมภูเขาและลมหุบเขา ซึ่งเกิดขึ้นจากความแตกต่างกันของอุณหภูมิระหว่างบริเวณสองแห่ง แต่ทว่า ระบบของการเกิดลมมรสุมปกคลุมบริเวณกว้างใหญ่กว่ามาก ซึ่งอาจจะกว้างยาวนับเป็นพันๆ กิโลเมตรได้ ความแตกต่างของอุณหภูมินี้ เป็นเหตุที่ทำให้เกิดความแตกต่างของความกดอากาศ คือ ในฤดูหนาว อุณหภูมิของทวีป จะเย็นกว่าอุณหภูมิของมหาสมุทร ความกดอากาศตามบริเวณแผ่นดิน จึงสูงกว่าความกดตามบริเวณมหาสมุทร โดยเหตุนี้ ลมในระดับต่ำๆ จึงพัดจากทวีปไปสู่มหาสมุทร ส่วนในฤดูร้อนอุณหภูมิของทวีปจะสูงกว่า อุณหภูมิของมหาสมุทร ความกดอากาศตามบริเวณแผ่นดินจึงน้อยกว่าความกดอากาศตามบริเวณมหาสมุทร โดยเหตุนี้ ลมในระดับต่ำจะพัดจากมหาสมุทรไปสู่ทวีป การพัดของลมในฤดูหนึ่งๆ นี้ เรียกว่า "ลมมรสุม"

ลมมรสุมมีผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร
แบบของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (ในทิศตามเส้นที่มีลูกศร) ซึ่งพัดผ่านประเทศไทยที่ระดับ ๖๐๐ เมตร เวลา ๑๗.๐๐ น. (เวลาประเทศไทย) วันอาทิตย์ที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๒

อิทธิพลของมรสุมมีมากที่สุดในทวีปเอเซีย บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ บริเวณประเทศอินเดีย ปากีสถาน ไทย และแหลมอินโดจีน ในระหว่างฤดูหนาวผืนแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชียจะถูกปกคลุมด้วยอากาศเย็น และมีความกดอากาศสูง ตั้งแต่ผิวพื้นไปจนถึงสูงประมาณ ๓ กิโลเมตร ส่วนตามบริเวณมหาสมุทรอินเดียจะมีความกดอากาศต่ำ ในลักษณะนี้ จะมีลมพัดจากระบบความกดอากาศสูง ไปสู่ระบบความกดอากาศต่ำ ระบบของลมในบริเวณนี้มักจะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเรียกกัน ว่า "ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ" (northeast monsoon) กระแสลมนี้ค่อนข้างเย็น และมีความชื้นน้อย จึงมีฝนได้เพียงตามบริเวณชายฝั่งเท่านั้น เช่น ตามฝั่งอินโดจีน ส่วนบริเวณลึกเข้าไปในแผ่นดิน เช่น ตอนบนของประเทศไทย ฝนจะตกเป็นจำนวนน้อยมาก ฤดูนี้เรียกว่า ฤดูหนาว อยู่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนในฤดูร้อน ตั้งต้นจากเดือนมีนาคม ถึงเดือนตุลาคม อุณหภูมิบนผืนแผ่นดินใหญ่ของประเทศจีนจะร้อนกว่า และมีความกดอากาศน้อยกว่าอากาศตามบริเวณพื้นมหาสมุทรอินเดีย ในลักษณะ นี้ลมจะพัดจากมหาสมุทรอินเดียไปสู่แผ่นดินใหญ่ ลมนี้มักจะพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า "มรสุมตะวันตกเฉียงใต้"(southwest monsoon) ลมชนิดนี้ค่อนข้างชื้น และพัดหอบไอน้ำไปได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะลมมรสุมที่พัดผ่านประเทศไทยตอนบนขึ้นไป จะทำให้ฝนตกชุก ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม จึงอาจเรียกว่า เป็นฤดูฝนได้

แบบของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ในทิศตามเส้นที่มีลูกศร) ซึ่งพัดผ่านประเทศไทยที่ระดับ ๖๐๐ เมตร เวลา ๑๗.๐๐ น. (เวลาประเทศไทย) วันพุธที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๒
ลมมรสุมมีผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร

กระแสลมอุ่น ซึ่งมีปริมาณไอน้ำสูง เมื่อพัดผ่านบริเวณภูเขาจะทำให้กระแสลมนี้ ลอยตัวขึ้น ในการลอยตัวขึ้นนี้ อากาศก็จะขยายตัว และเย็นลง ไอน้ำจะกลั่นตัวตกลงมาเป็น ฝน และพายุฟ้าคะนองอย่างหนัก ตัวอย่างของปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้คือ ที่เมืองเชอราปุนจิ ในประเทศอินเดีย ได้เคยมีฝนตกมากถึง ๔๕๐ นิ้ว (๑๑,๒๕๐ มิลลิเมตร) ชั่วในระยะ เวลาเพียง ๔ เดือนเท่านั้น

ลมมรสุมอาจจะเกิดขึ้นในบริเวณอื่นๆ ของโลกได้ เช่น บริเวณตอนเหนือของทวีป ออสเตรเลีย บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ ของสหรัฐอเมริกา บริเวณตะวันออกเฉียงใต้และ ตะวันตกของทวีแอฟริกา เพราะในระหว่างฤดูร้อน เมื่อผืนแผ่นดินมีอุณหภูมิ และความกดอากาศต่ำ ลมจากทะเลจะพัดเข้าหาผืนแผ่นดิน แต่ปรากฏการณ์ของมรสุมตามบริเวณ ที่ต่างๆ ของโลกดังกล่าว ยังไม่เด่นชัดเท่ากับปรากฏการณ์ของมรสุมตามบริเวณประเทศ อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งเราจะได้กล่าวถึงรายละเอียดของมรสุมในประเทศไทยต่อไปในหัวข้อภูมิอากาศของประเทศไทย