ขั้นตอนการนำข้อมูลมาใช้แก้ปัญหามีอะไรบ้าง

2.2การใช้สัญลักษณ์  เป็นการใช้สัญลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ มาเรียงต่อกันเป็นแผนภาพเพื่อสื่อสารให้ผู้ที่พบเห็นเข้าใจตรงกัน  ซึ่งสัญลักษณ์ที่กล่าวถึงนี้ได้กำหนดขึ้นโดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา (ANSI : The American National Standard Institute)  ดังตัวอย่าง

                    2.2 การใช้สัญลักษณ์ เป็นการใช้สัญลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ มาเรียงต่อกันเป็นแผนภาพเพื่อสื่อสารให้ผู้ที่พบเห็นเข้าใจตรงกัน ซึ่งสัญลักษณ์ที่กล่าวถึงนี้ได้กำหนดขึ้นโดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา (ANSI : The American National Standard Institute) ดังตัวอย่าง

     เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล การประมวลผล การจัดเก็บ การจัดการหรือการกระทำกับข้อมูลข่าวสาร โดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานต่างๆ ในการปฎิบัติงาน เพื่อให้ได้สารสนเทศหรือความรู้ที่นำมาใช้ในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต และเผยแพร่แก่ผู้อื่นได้เกิดความรู้ความเข้าใจร่วมกัน

ขั้นตอนของกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ

กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศที่ดี  มีขั้นตอน ดังนี้

1. การรวบรวมข้อมูล เป็นการนำข้อมูลที่ต้องการจากหลายๆ แหล่งข้อมูลมารวมกันด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การให้กลุ่มเป้าหมายช่วยตอบแบบสอบถามที่ตนเองคิดขึ้นมา การอ่านบาร์โค้ดจากแถบรหัสสินค้า หรืออ่านข้อมูลจากการฝนดินสอลงในกระดาษคำตอบในการทำข้อสอบ เป็นต้น

2. การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เป็นการนำข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ มาตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องด้วยการใช้สายตามนุษย์หรือตั้งกฎเกณฑ์ให้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เหมาะสำหรับนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป

3. การประมวลผลข้อมูล เป็นการนำข้อมูลที่ได้ตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องแล้วมาทำการประมวลผลด้วยวิธีการต่างๆ เช่น  จัดกลุ่ม จัดเรียงตามตัวอักษร และเปรีบเทียบหรือคำนวณข้อมูล  เพื่อให้ได้ผลสรุปที่เป็นสารสนเทศและนำไปใช้งานได้

4. การจัดเก็บ เป็นการนำสารสนเทศที่ทำการประมวลผลแล้ว  มาจัดเก็บในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือสื่อบันทึกชนิดอื่นๆ เช่น แผ่นซีดี แผ่นดีวีดี หน่วยความจำแบบแฟลซ (แฟลซไดรฟ์) เป็นต้น

5. การทำสำเนา เป็นการนำสารสนเทศที่จัดเก็บไว้มาทำสำเนาเพื่อสำรองสารสนเทศไว้ใช้หากข้อมูลต้นฉบับเกิดการสูญหาย  และสามารถนำไปใช้ได้อย่างสะดวกรวดเร็วในโอกาสต่างๆ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การถ่ายเอกสารเก็บไว้ในแฟ้ม การทำสำเนาลงในแผ่นซีดี แผ่นดีวีดี หรือหน่วยความจำแบบแฟลช  เป็นต้น

6. การเผยแพร่สารสนเทศ เป็นการนำสารสนเทศไปแจกจ่ายให้ผู้อื่นได้มีความรู้ความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การเผยแพร่ลงเว็บไซต์สาธารณะ กระดานสนทนา  ทำแผ่นพับหรือใบปลิว ทำสำเนาลงในสื่อบันทึกข้อมูล วางไว้ในสถานที่ที่หยิบง่าย จัดป้ายนิเทศในบริเวณที่เป็นจุดสนใจหรืองานนิทรรศการ เป็นต้น

การใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหา

การใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหาร่วมกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้

1. การใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ในการแก้ปัญหา

2. การเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหา

1. การใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ในการแก้ปัญหา

เป็นการนำซอฟต์แวร์ประยุกต์ เช่น Microsoft Word Microsoft Excel Microsoft PowerPoint เป็นต้น เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยในการแก้ไขปัญหา ทำให้การแก้ไขปัญหาประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น ตัวอย่างการใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ในการแก้ปัญหาต่างๆ มีดังนี้

ขั้นตอนการนำข้อมูลมาใช้แก้ปัญหามีอะไรบ้าง
v ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) ช่วยแก้ปัญหาในการจัดทำงานเอกสารต่างๆ เช่น ช่วยให้การพิมพ์งานเอกสารทำได้รวดเร็วมากกว่าการใช้พิมพ์ดีดไฟฟ้า มีการตรวจสอบการสะกดไวยากรณ์เพื่อป้องกันการพิมพ์ที่ผิดพลาด สามารถลบคำผิดและปรับปรุงข้อความในเอกสารได้ง่ายและสะอาดเรียบร้อย โดยไม่ต้องใช้น้ำยาลบคำผิด แก้ปัญหาสิ้นเปลืองเวลาในการส่งจดหมายเวียนื?ภายในองค์กรโดยพิมพ์จดหมายต้นแบบเพียงฉบับเดียวแล้วส่งไปให้ทุกหน่วยงานในองค์กรผ่านทางคอมพิวเตอร์แทนการถ่ายสำเนาเอกสาร แล้วให้คนส่งเอกสารนำส่งทีละหน่วยงาน เป็นต้น

ขั้นตอนการนำข้อมูลมาใช้แก้ปัญหามีอะไรบ้าง

v ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เอกซ์เซล (Microsoft Excel) ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการคำนวณตัวเลข จัดทำตารางข้อมูล  แผนภูมิและกราฟ เช่น การคำนวณตัวเลขหลายจำนวนในตารางข้อมูล การใช้สูตรคำนวณแทนการใช้เครื่องคิดเลข การจัดทำตารางข้อมูลให้สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย การใช้ข้อมูลในตารางสร้างแผนภูมิแลกราฟได้อย่างง่ายดาย ถูกต้องและแม่นยำ เป็นต้น

ขั้นตอนการนำข้อมูลมาใช้แก้ปัญหามีอะไรบ้าง

v ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์แอกเซส (Microsoft Access) ช่วยแก้ปัญหาการจัดเก็บข้อมูล โดยจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สะดวกต่อการค้นหาและนำมาใช้

ขั้นตอนการนำข้อมูลมาใช้แก้ปัญหามีอะไรบ้าง

v ซอฟต์แวร์ไมโคซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์ (Microsoft PowerPoint) ช่วยแก้ปัญหาการนำเสนองาน โดยทำให้การสร้างงานนำเสนอทำได้ง่าย และน่าสนใจกว่าการนำเสนองานตามปกติที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์

ขั้นตอนการแก้ปัญหา

ขั้นตอนการแก้ปัญหาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน ดังนี้

1. วิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา

2. วางแผนในการแก้ปัญหา

3. ดำเนินการแก้ปัญหา

4. ตรวจสอบและปรับปรุง

1. วิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา

เป็นขั้นตอนการทำความเข้าใจกับปัญหา เพื่อแบ่งแยกให้ชัดเจน โดยใช้คำถามต่อไปนี้

- ข้อมูลที่กำหนดมาในปัญหาหรือเงื่อนไขของปัญหาคืออะไร เพื่อระบุข้อมูลเข้า

- วิธีการที่ใช้ประมวลผลคืออะไร เพื่อกำหนดวิธีการประมวลผล

- สิ่งที่ต้องการคืออะไร เพื่อระบุข้อมูลออก

ตัวอย่าง การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหาเกี่ยวกับการหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า

ระบุข้อมูลเข้า

(Input)

กำหนดวิธีการประมวลผล

(Process)

ระบุข้อมูลออก

(Output)

ความกว้างและความยาวของสี่เหลี่ยมผืนผ้า

นำความกว้างและความยาวของสี่เหลี่ยมผืนผ้ามาหาพื้นที่โดยการคูณ

พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า

2. วางแผนในการแก้ปัญหา

เป็นขั้นตอนการจำลองความคิดในการแก้ปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน โดยผู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาสามารถเข้าใจและปฎิบัติตามไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งทำได้ 2  รูปแบบ ดังนี้

          2.1 การใช้ข้อความหรือคำบรรยาย (Pseudo Code) เป็นการเขียนเค้าโครงแผนงานด้วยข้อความหรือคำบรรยายที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันหรือภาษาคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ทราบขั้นตอนการทำงานของการแก้ปัญหาแต่ละขั้นตอน ดังตัวอย่าง

ตัวอย่าง  การวางแผนหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยใช้ข้อความหรือคำบรรยาย

เริ่มต้น

          1. กำหนดค่าความกว้าง

          2. กำหนดค่าความยาว

          3. คำนวณหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าจากสูตร กว้าง x ยาว

          4. แสดงผลค่าพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า

สิ้นสุด

2.2 การใช้สัญลักษณ์ (Flow Chart) เป็นการใช้สัญลักษณ์รูปแบบต่างๆ มาเรียงต่อกันเป็นแผนภาพเพื่อสื่อสารให้ผู้ที่พบเห็นเข้าใจตรงกัน  ซึ่งสัญลักษณ์ที่กล่าวถึงนี้ได้กำหนดขึ้นโดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา (ANSI : The American National Standard Institute)

http://image.slidesharecdn.com/flowchart-140222221009-phpapp01/95/flowchart-5-638.jpg?cb=1393107049

3. ดำเนินการแก้ปัญหา

เป็นขั้นตอนการลงมือแก้ปัญหาตามที่วางแผนไว้ โดยอาศัยซอฟต์แวร์ประยุกต์หรือใช้การเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์เขียนโปรแกรมแก้ปัญหา ซึ่งผู้แก้ปัญหาต้องศึกษาวิธีใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์หรือการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ให้เข้าใจและเชี่ยวชาญตลอดจนรู้จักปรับเปลี่ยนแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีกว่าเสมอ

4. ตรวจสอบและปรับปรุง

เป็นขั้นตอนการตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินการแก้ปัญหาว่าถูกต้องสอดคล้องกับข้อมูลเข้า  ข้อมูลออก และวิธีการประมวลผลหรือไม่ ถ้ายังพบข้อบกพร่องต้องปรับปรุงแก้ไขให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ขั้นตอนการพัฒนาซอฟต์แวร์

แบ่งขั้นตอนการเขียนโปรแกรมได้เป็น 7 ขั้นตอน คือ

1. การวิเคราะห์ปัญหา (Analysis the Problem)

2. การออกแบบโปรแกรม (Design a Program)

3. เขียนโปรแกรม (Coding Program)

4. ตรวจสอบข้อผิดพลาดของโปรแกรม (Testing and Debugging)

5.  การทดสอบความถูกต้องของโปรแกรม (Testing and Validating)

6. การทำเอกสารประกอบโปรแกรม

7. การบำรุงรักษาโปรแกรมการออกแบบโปรแกรม (Design a Program) เป็นการใช้เครื่องมือมาช่วยในการออกแบบโปรแกรม ก่อนที่จะเขียนโปรแกรมเครื่องมือที่ช่วยในการ ออกแบบโปรแกรม 1. ผังงาน (Flowchart) คือ รูปภาพหรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนล าดับ หรือขั้นตอนในโปรแกรม รูปภาพ หรือ สัญลักษณ์ที่จะใช้เป็นเอกลักษณ์ และแทนความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง

ลักษณะของผังงาน (Flowchart) ผังงาน (Flowchart) เป็นเครื่องมือแสดงขั้นตอนหรือกระบวนการทำงาน โดยใช้สัญลักษณ์ที่เป็น มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งในสัญลักษณ์จะมีข้อความสั้นๆ อธิบายข้อมูลที่ต้องการใช้ ผลลัพธ์ หรือคำสั่งประมวลผล ของขั้นตอนนั้น แล้วเชื่อมโยงขั้นตอนเหล่านั้นด้วยเส้นที่มีลูกศรชี้ทิศทางการท างานตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ กระบวนการ   ผังงานจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เขียนโปรแกรมมองเห็นภาพล าดับขั้นตอนการท างานได้ชัดเจน เมื่อท างานไปตามลำดับ จึงช่วยให้สามารถค้นพบปัญหาได้ง่ายขึ้น วิธีเขียนผังงานที่ดี                                                                                                                                                                                                              1. ควรเขียนขั้นตอนการทำงาน (Algorithm) ทั้งหมดก่อนเขียนผังงาน  (Flowchart) จะทำให้เพิ่มหรือลด ขั้นตอนได้ง่ายและเขียนผังงานได้สะดวกขึ้น                                       2. ใช้สัญลักษณ์ตามมาตรฐานของสถาบัน ANSI                                                                                                                                                              3. ข้อความที่ใช้ในสัญลักษณ์ควรจะเป็นข้อความสั้นๆ ที่อ่านเข้าใจและชัดเจน ขนาดของสัญลักษณ์ไม่ควรเล็กหรือใหญ่เกินไป                                                                     4. ควรเขียนขั้นตอนจากบนลงล่าง หรือจากซ้ายไปขวา โดยเส้นที่เชื่อมขั้นตอนต้องมีลูกศรกำกับทิศทางด้วย                                                                                         5. ควรเขียนผังงานให้จบภายในหน้าเดียวกัน สัญลักษณ์ที่ใช้ในผังงาน สัญลักษณ์ ชื่อที่เรียก ความหมาย
 Terminator

 จุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดของการทงาน

Flow line/D irection

เส้นแสดงทิศทางการท างาน ต้องมีหัวลูกศร เดียวเท่านั้น

Process

การปฏบัติงาน / ประมวลผล หรือก าหนดค ค่าข้อมูลให้กับตัวแปร

Input/Output รับ/แสดงผลข้อมูล ในกรณีที่ไม่ระบุอุปกรณ์ เช่น จากคีย์บอร์ด หรือแฟ้มข้อมูล หรือแสดง ข้อมูลทางจอภาพเครื่องพิมพ์ หรือ แฟ้มข้อมูลก็ได้

 Keyboard รับ/อ่านข้อมูลที่รับเข้ามาจากคีย์บอร์ด

Monitor แสดงรายละเอียดข้อมูล หรือผลลัพธ์ทาง จอภาพ

สัญลักษณ์ ชื่อที่เรียก ความหมาย

 Printer แสดงรายละเอียดข้อมูล หรือผลลัพธ์ทาง เครื่องพิมพ์

Decision การเปรียบเทียบเพอื่ให้ตัดสินใจเลอืก โดยจะ มีเส้นออกจากสัญลักษณ์นี้เพื่อขี้ทิศทางไปยัง การท างานตามเงื่อนไขที่เป็นจริง และเส้นที่ชี้ ไปยังการท างานตามเงื่อนไขที่เป็นเท็จ

 In-Paper Connector จุดเชื่อมต่อ ภายในหน้าเดียวกัน

Between-page connector
จุดเชื่อมต่อไปยังหน้าอื่น

Manual Operator กระบวนการที่ท าโดยคน
รูปแบบของผังงาน  ผังงาน (Flowchart) มี 3 รูปแบบหลักๆ คือ  1.แบบเรียงลำดับ (Sequence)  2.แบบมีเงื่อนไข (Decision หรือ Selection)  3.แบบทำซ้ำ (Repeat หรือ Loop) 1.ผังงานแบบเรียงลำดับ (Sequence) เป็นรูปแบบผังงานที่ง่ายสุด ไม่ซับซ้อน  และไม่มีการเปรียบเทียบเงื่อนไขใดๆ โดยแสดงขั้นตอน การทำงานไปตามล าดับตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ  ตัวอย่าง การอุ่นอาหาร ขั้นตอนการทำงาน (Algorithm) 1.นำอาหารเข้าเตาไมโครเวฟ 2.ตั้งระดับความร้อนและระยะเวลาที่ต้องการอุ่น 3.เตาไมโครเวฟเริ่มกระบวนการอุ่นอาหาร 4.เตาไมโครเวฟส่งสัญญาณเสียงเตือนอาหารสุก 5.นำอาหารที่อุ่นสุกแล้วออกจากเตาไมโครเวฟ

เริ่มต้น
นำอาหารเข้า ไมโครเวฟ
ตั้งระดับ ความร้อนและเวลา
เตาไมโครเวฟอุ่นอาหาร
เตือนอาหารสุกด้วย สัญญาณเสียง
นำอาหารออกจาก เตาไมโครเวฟ
สิ้นสุด

2.ผังงานแบบมีเงื่อนไข (Decision) เป็นรูปแบบของผังงานที่มีเงื่อนไขให้เลือกตัดสินใจ  โดยเตรียมขั้นตอนการทำงานไว้รองรับส าหรับเงื่อนไขนั้นๆ  ตัวอย่าง การชำำระค่าสินค้าที่ 7-Element ขั้นตอนการทำงาน (Algorithm) 1.น าสินค้าให้พนักงานคิดเงิน 2.แสดงจ านวนเงินที่ต้องชำระบนหน้าจอของเครื่องคิดเงิน 3.ชำระเงิน  3.1 เงินสด ให้จ่ายเงินสด  3.2 บัตรสมาชิก ให้แตะบัตรสมาชิกของ 7-Eleven 4.รับสินค้า 3.ผังงานแบบทำซ้ำ (Loop) เป็นรูปแบบผังงานที่มีขั้นตอนการทำงานซ้ำๆ  โดยมีเงื่อนไขเป็นตัวควบคุมเช่นเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า เงื่อนไขเป็นจริง จึงทำงานขั้นตอนนั้นๆ ซ้ าๆ ซึ่งจะทำ ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นจริงเท่านัน (while…do) หรือให้ ท างานขั้นตอนนั้นซ้ าๆ จนกว่าเงื่อนไขจะเป็นจริง  (do…until) เป็นต้น  ตัวอย่าง การซื้อบัตรโดยสารรถไฟฟ้า BTS   ผ่านเครื่องจ าหน่ายบัตร ขั้นตอนการท างาน (Algorithm)   1. ดูหมายเลขสถานทีที่ต้องการ   2. กดหมายเลขสถานีปลายทางที่ต้องการ   3. หน้าจอของเครื่องจ าหน่ายจะแสดงจ านวนเงินที่ต้องช าระ   4. หยอดเหรียญ 5,10 บาทลงในช่องรับเหรียญ ตามจ านวนเงินที่แสดงบนหน้าจอ   5. ตรวจสอบว่าเหรียญที่หยอดลงไปนั้นเป็นเหรียญ 5, 10 บาทหรือไม่ (ถ้าใช่ ให้ทำข้อ 6 ,ถ้าไม่ใช่ ให้กลับไป ทำข้อ 4)    6. ตรวจสอบว่าหยอดเหรียญครบตามจำนวนที่ต้องชำระหรือไม่ (ถ้าครบให้ทำข้อ 7 , ถ้าไม่ครบ ให้กลับไป

ขั้นตอนการนำข้อมูลมาแก้ปัญหามีอะไรบ้าง

การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา (State The Problem) ... .
การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี (Tools And Algorithm Development) ... .
การดำเนินการแก้ปัญหา (Implementation) หลังจากที่ออกแบบขั้นตอนวิธีเรียบร้อยแล้ว ... .
การตรวจสอบและปรับปรุง (Refinement).

ขั้นตอนที่ 3 ของการนำข้อมูลมาใช้แก้ปัญหา คือขั้นตอนใด

3. การประมวลผลข้อมูล เป็นการนำข้อมูลที่ได้ตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องแล้วมาทำการประมวลผลด้วยวิธีการต่างๆ เช่น จัดกลุ่ม จัดเรียงตามตัวอักษร และเปรีบเทียบหรือคำนวณข้อมูล เพื่อให้ได้ผลสรุปที่เป็นสารสนเทศและนำไปใช้งานได้

ขั้นตอนการดำเนินการแก้ปัญหาคืออะไร

1.เป็นแนวทางปฏิบัติที่สำคัญให้ผู้ปฏิบัติเรียนรู้วิธีการทำงานล่วงหน้าก่อนลงมือปฏิบัติจริง 2.เป็นตัวกำหนดทิศทางกรอบสำหรับการตัดสินใจในการปฏิบัติงาน 3.เป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติมองเห็นจุดหมายในอนาคต 4.เป็นแนวทางให้ผู้ปฏิบัติหรือผู้บริหารเห็นปัญหาอุปสรรคและร่วมกันหาแนวทางแก้ไข

สิ่งสําคัญในการแก้ปัญหา คืออะไร

สิ่งสำคัญอันดับแรกในการจะแก้ปัญหาให้ได้ผลนั้น คือการยอมรับว่าปัญหาว่าเป็นปัญหา” งง มั้ย หาก งง อ่านใหม่ หากยังไม่เข้าใจอีกให้อ่านใหม่อีก สำคัญนะข้อนี้ 2.กำจัดขอบเขตของปัญหา คือการหาให้เจอว่าปัญหานั้นคืออะไร มีมากน้อยขนาดไหน เป็นปัญหาเล็ก ปัญหาใหญ่ เกิดบ่อยหรือนานๆเกิดที