แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12

          รัฐบาลมีนโยบายในการสร้างความมั่นคงและเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งเร่งสร้างสังคมที่มีคุณภาพ โดยการขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนการวางแผนการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ในระยะยาว ครอบคลุมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างความมั่นคง มั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศจะต้องมีทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวที่ชัดเจน โดยทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง และสอดรับกับการปฏิรูปประเทศที่มุ่งสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ในอนาคต เน้นให้ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” สร้างความมั่นคงของชาติ พัฒนาคนทุกวัยให้เป็น คนดี คนเก่ง

การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นหนึ่งใน “แนวทางการพัฒนา” ที่สำคัญที่ปรากฏใน “ทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12” (พ.ศ. 2560-2564) ซึ่ง “สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” จัดทำเป็นเอกสารประกอบการประชุมที่จัดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2558 ที่ผ่านมา

“แนวทางการพัฒนา” ที่ว่านี้อยู่ในแผนฯ 12 หมวดที่ 5 ข้อ 5.7 เรื่อง “การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยข้อ 5.7.4 ได้กำหนดไว้ว่า “การส่งเสริมการผลิต การลงทุนและการสร้างงานสีเขียว เพื่อยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสีเขียว ส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถปรับระบบเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานหรือห่วงโซ่คุณค่าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Supply Chain/Green Value Chain) ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ในลักษณะเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ สนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตในรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน และสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจบริการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพแข่งขันในเวทีโลกได้มากขึ้น โดยมีมาตรการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อลดภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ควบคุมจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมหรือปริมาณมลพิษที่สามารถปล่อยทิ้งออกมาได้ในพื้นที่มีมาตรการควบคุมคุณภาพสินค้านำเข้าที่จะก่อให้เกิดภาระในการกำจัด ส่งเสริมการทำการเกษตรกรรมยั่งยืน โดยเฉพาะการลดการใช้สารเคมีในภาคเกษตร และสนับสนุนเกษตรอินทรีย์เพื่อสร้างความปลอดภัยด้านอาหาร ลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมภาคบริการที่มีศักบภาพและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยให้มีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”

เรื่องของ “อุตสาหกรรมสีเขียว” (Green Industry) นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับมีการกำหนดคำจำกัดความของ “อุตสาหกรรมสีเขียว” แบบไทยๆ ขึ้น (ซึ่งต่างจากคำจำกัดความของ UNIDO) และมียกร่าง “แนวทางการพัฒนาโรงงานสู่อุตสาหกรรมสีเขียว 5 ระดับ” มีการตั้งคณะกรรมการตรวจประเมิน “อุตสาหกรรมสีเขียว” และฝึกอบรมผู้ตรวจประเมินเพื่อให้การรับรองในระดับต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนทำการบูรณาการเพื่อพิจารณาให้ทุก “รางวัล” (“ใบรับรอง” และอื่นๆ) สามารถเทียบเคียงกันได้ โดยเริ่ม “โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว” ตั้งแต่ พ.ศ. 2553

“อุตสาหกรรมสีเขียว” ของไทย ตั้งอยู่บน 2 แนวความคิดสำคัญ คือ “การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง” (เพื่อให้การประกอบกิจการโรงงานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) และ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” (ด้วยการประกอบกิจการโรงงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม)

การพัฒนาตามขั้นตอนของ “อุตสาหกรรมสีเขียว” จากระดับที่ 1 ถึงระดับที่ 5 จึงเป็นกระบวนการที่เริ่มจากง่ายไปยาก คือ ตั้งแต่การแสดงความมุ่งมั่นส่วนตัวภายในโรงงานของอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 1 เรื่อยไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรม และการได้รับการยอมรับจากชุมชนผู้อยู่อาศัยโดยรอบโรงงาน ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายของการสร้างเครือข่ายสีเขียว (อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 5) โดยโรงงานจะต้องยื่นสมัครขอรับการรับรอง และต้องผ่านการประเมินจากคณะกรรมการด้วย

5 ระดับของ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ได้แก่ ระดับที่ 1 คือ ความมุ่งมั่น สีเขียว (Green Commitment) ระดับที่ 2 คือ ปฏิบัติการสีเขียว (Green Activity) ระดับที่ 3 คือ ระบบสีเขียว (Green System) ระดับที่ 4 คือ วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) และระดับที่ 5 คือ เครือข่ายสีเขียว (Green Network)

ถึงวันนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้การรับรองแล้ว 20,215 ราย โดยแบ่งเป็นการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 1 จำนวน 13,415 ราย ระดับที่ 2 จำนวน 3,954 ราย ระดับที่ 3 จำนวน 2,740 ราย ระดับที่ 4 จำนวน 92 ราย และระดับที่ 5 จำนวน 13 ราย โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีโรงงานรวมไม่น้อยกว่า 40,000 รายได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับต่างๆ เมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2561

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ เป็นการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบกิจการโรงงานในเชิงบวก เพื่อการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คือ การกระตุ้นและจูงใจให้เกิดจิตสำนึกและความรับผิดชอบด้วยตนเอง โดยเน้นให้ผู้ประกอบกิจการสามารถ “คิดเอง เริ่มเอง ทำเอง” ครับผม!

ข้อมูลที่คุณอาจสนใจ
    • กรมโรงงานอุตสาหกรรม เดินหน้าผลักดันให้ทุกโรงงานพัฒนาสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว
    • บทบาทอุตสาหกรรมต่อการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน
    • พัฒนาสู่ความยั่งยืน
    • ทั่วโลกผนึกพันธมิตรโรงงานสีเขียวรักษ์สิ่งแวดล้อม

Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 96 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2562 คอลัมน์ GREEN Industry โดย ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี

Toplist

โพสต์ล่าสุด

แท็ก